Cardano (ADA) คืออะไร? 3rd Blockchain Generation

Cardano หรือ ADA เป็นแพลตฟอร์มที่ให้บริการ Smart Contract คล้ายกับ Etheruem โดยให้ความใส่ใจกับความปลอดภัยผ่านที่ประชุมนปัตชูรมแบบเลเอ่ยร์ โดยทางคณะทำงานได้เคลมว่าเหรียญของตนนั้นถูกผลิตขึ้นจากปรัชญาวิทยาศาสตร์รวมทั้งการศึกษาเรียนรู้และค้นคว้าและทำการวิจัยเชิงวิชาการ โดยเรียกว่า “Blockchain รุ่นที่ 3”
กลุ่มที่อยู่เบื้องหน้าเบื้องหลัง Cardano
มี หน่วยงานใหญ่ที่มีส่วนร่วมในการพัฒนา Cardano ทำให้ Cardano เป็น crypto ลำดับแรกๆของโลกที่มีกลุ่มปรับปรุงที่ใหญ่มากโดยมี

Cardano Foundation – ตั้งอยู่ในประเทศสวิสเซอร์แลนด์ จุดหมายเป็นกำหนดมมาตรฐาน คุ้มครองปกป้อง ช่วยเหลือ และก็รับผิดชอบเกี่ยวกับชุมชนผู้ใช้แล้วก็ระบบนิเวศนั่นเอง โดยมีเป้าหมาย เป็น

เพื่อศึกษาเล่าเรียนแล้วก็เสนอกฎที่ต้องปฏิบัติตาม Blockchain แล้วก็ Cryptocurrency
ปฏิบัติภารกิจเป็นหน่วยงานมาตรฐานของ Blockchain รวมทั้ง Cryptocurrency
เพื่อปรับปรุงและก็คุ้มครองระบบนิเวศของ Cardano (Cardano Ecosystem)
เพื่อวิชาความรู้และก็ปรับปรุงชุมชน Cardano (Cardano Commulity)
ปฏิบัติภารกิจเป็นตังกึ่งกลางมีวัตถุประงสงค์ให้หน่วยงานอื่นร่วมใน Cardano
Emurgo – 
หน้าที่ของ Emurgo เป็นการพัมนาช่วยเหลือและก็บ่มเพาะธุรกิจการค้าและก็ช่วยรวมธุรกิจพวกนี้กับระบบกระจายอิทธิพล บนระบบนิเวศของ Cardano โดย Emurgo เน้นการลงทุนสองแนวทาง แนวทางแรกเป็นผ่านการลงทุนโดยตรงในธุรกิจสตาร์ทอัพ และก็แนวทางลำดับที่สองผ่านการพัฒนาผู้ส่งเสริมเชิงพาณิชย์ที่อยากได้ใช้เทคโนโลยี Blocckchain เพื่อเปลี่ยนแปลงอุตสหกรมของของพวกเขา Emurgo ได้ตั้งขึ้นศุนย์วิจัยและพัฒนาในพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ที่สำคัญ ดังเช่นว่า พิลิปปินส์ ประเทศเกาหลีใต้ เวียดนามและก็มีสำนักงานใหญ่ในประเทศญี่ปุ่น แม้ธุรกิจของคุณอยากศึกษาหรือใช้งาน Cardano สามาติดต่อ Emurgo ได้โดยตรง

IOHK – จัดตั้งขึ้น โดย Charles Hoskinson แล้วก็ Jeremy Wood โดย IOHK เป็นบริษัทวิศวกรรมและก็เทคโนโลยีสุดยอดที่เอาจริงเอาจังที่จะใช้สิ่งใหม่แบบ Peer-to-Peer โดย IOHK ดีไซน์สร้างรวมทั้งทะนุบำรุงแพลตฟอร์มจนกระทั่งปี 2020

อะไรที่ทำให้ Cardano เด่น
นอกเหนือจากเทคโนโลยี Blockchain ทั้งสิ้น Cardano เป็นแพลตฟอร์มแรกของโลกที่ใช้ blockchain มาจากกรรมวิธีการศึกษาค้นคว้าและก็ปรัชญาด้านวิทยาศาสตร์ Cardano มี Whitepaper และก็เอกสารด้านวิชาการหลายชุด สำหรับนักลงทุนเพื่อการสำรวจรวมทั้งศึกษา กลุ่มที่อยู่เบื้องหน้าเบื้องหลังการพัฒนานั้นก็เป็นกลุ่มสุดยอดที่เต็มไปด้วยนักค้นคว้ารวมทั้งวิศวกรผู้ที่มีความชำนาญ

MANA เป็นตัวย่อในการเทรดของโทเค็นที่ใช้ใน Decentraland

MANA (Decentraland) เป็นยังไง?
MANA 
เป็นตัวย่อสำหรับเพื่อการเทรดของโทเค็นที่ใช้ใน Decentraland ซึ่งแพลตฟอร์มผู้กระทำระจายศูนย์เปรียบเสมือนจริง (Virtual) นับเป็นแพล็ตฟอร์มแรกที่ผู้ใช้งานสามารถสร้างรวมทั้งเป็นเจ้าของเองได้ Decentraland ปฏิบัติงานบน Ethereum Blockchain ซึ่ง MANA นั้นเป็นโทเค็น ERC20 ผู้ใช้งานสามารถซื้อที่ดินเปรียบเสมือนที่เรียกว่า “LAND” เพื่อนำมาใช้สร้างสิ่งต่างๆใน Decentraland ได้ ในทางตรงกันข้ามผู้ใช้รายอื่นๆที่มาเยี่ยมชมก็สามารถเรียกใช้งานสิ่งต่างๆที่อยู่บนที่ดินนั้นโดยจ่ายค่าธรรมเนียมด้วย MANA ให้แก่เจ้าของที่
What is this list?
ภายหลังที่เราได้ปลดปล่อยผลงานรีวิว แล้วก็ออดิดต่างๆคนอ่านคนไม่ใช่น้อยได้ขอความช่วยเหลือให้พวกเรารีวิวเหรียญริโตรายใหญ่ในตลาด ด้วยเหตุนั้นพวกเราก็เลยทำ Ranking list นี้ขึ้นมา

Ranking List นี้ได้รวมหลายสกุลเงิน โดยมีค่าการคาดคะเนจากพวกเราว่าอยู่ใน Model ไหน (ผมว่าน่าจะอยู่ในสถานะไหนมากยิ่งกว่ามี Embryo, Growth รวมทั้ง Mature โดยแต่ละ Model จะสื่อถึงว่ามันอยู่ในขั้นไหนของการพัฒนา และก็ในส่วนของ Risk & Popularity จะเพิ่มความแจ่มแจ้งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆสำหรับการประเมิน

รายระเอียด
New Projects
LISK(LSK)
เป็นโปรเจคชั้นแนวหน้าในส่วนของ “Development tools”, LSK ทำให้นักปรับปรุงสามารถเขียนรวมทั้งใช้งาน Smart contract ผ่าน JavaScript ได้ง่ายมากยิ่งขึ้นโดยมี Code Library ให้ใช้งาน, Lisk ได้ปรับปรุงตนเองอย่างเร็ว Lisk Core 1.0.0 Betanet ได้ปลดปล่อยออกมาให้ตรวจสอบและลองใช้กันแล้ว Lisk มีประสิทธิภาพมากมายในหลายด้านอย่างเช่น คณะทำงานการพัฒนาระบบแล้วก็ความเป็น Blockchain โดยเหตุนั้นพวกเราก็เลยตกลงใจให้ LSK อยู่ใน Rank B-

Steem (STEEM)
เป็นโปรเจคชั้นแนวหน้าทางด้าน “Distribution social media” Steem Blockchain ได้มีการใช้งานจริงแล้วผ่านหลายโปรเจคดังเช่นว่า Steemit.com, Busy.org รวมทั้งต่างๆอีกมากมาย, Steem ใช้ระบบ dPoS เพื่อเสถียรภาพของ Blockchain ขณะที่เหรียญ STEEM ก็ได้มีการใช้งานอย่างแท้จริงในสารบบ, STEEM ทำเป็นดีในทุกด้าน มีตลาดของตนที่สุดยอด มีการใช้งานจริงอย่างมีความนัยยะ พวกเราจัดให้ STEEM อยู่ใน Rank B-

Mana (MANA)
เป็นหัวหน้าในด้าน “Decentralized games” บท Platform นี้ ผู้ใช้งานสามารถสร้างใช้งานและก็ทำรายได้ผ่าน Content และก็ Application ต่างๆได้ ในเวลาเดียวกัน MANA เป็นโปรเจคที่เร่งรีบสูง อัพเกรดรหัสของตนเองบ่อยครั้ง มีการปรับเปรี่ยนแนวทางใช้เงินในระบบอย่างเหมาะควร Decentraland Marketplace ได้ผลสำเร็จผลิตของ MANA ที่ทุกวันนี้ได้เปิดให้ผู้ใช้งานสามารถจำหน่ายที่ดินในโลกเปรียบเสมือนได้แล้วเพื่อก่อสร้างบนพื้นดินนั้นๆโปรเจคเหล่านี้สร้างอยู่บน Blockchain รวมทั้ง Virtual Reality สรุปแล้วถึงแม้โปรเจคเหล่านี้จะได้รับการพัฒนามาอย่างยอดเยี่ยม แล้วก็ส่งผลงานที่บริบูรณ์และก็ตาม มันก็ยังมีควมเสี่ยงอยู่ในตัวโปรเจค ฉะนั้นเราเลยจัดให้มันอยู่ในเกรด C+

Cindicator (CND)
เป็นหัวหน้าตลาดด้าน “Prediction and asset management”, Cindicator ประกาศจะใช้งานระบบ Hybrid intelligence (ใช้ความคิดคน + AI) สำหรับใช้งานในตลาดธรรมดา รวมทั้งตลาดริโตพวกเค้าสะสมข้อมูลการวิเคราะห์จากคน รวมทั้งข้อมูลสภาพแวดล้อมต่างๆเพื่อนำมาสอนเครื่องจักรระบบการใช้แรงงานเหรียญ CND นั้นได้รับการออกแบบมามีเหตุมีผล รวมทั้งเด่นชัดผู้ใช้งานที่พินิจพิจารณาราคา หรือทายราคาจะได้รับเหรียญ CND เป็นการทดแทน ส่วนผู้ใช้ทั่วๆไปที่ปรารถนาคำพยากรณ์จึงควรจ่าย CND Cindicator ไม่ใช่โปรเจคเปิด สรุปแล้ว Cindicator ยังมีการเสี่ยงกับผู้ใช้งานเนื่องจากว่ามันเป็นโปรเจคปิดพวกเราก็เลยจัดให้มันอยู่ในเกรด C+

Nucleus Vision (NCASH)
Nucleus Vision เป็นระบบ “Contactless identification” ที่สร้างอยู่บน IoT มันช่วยเก็บข้อมูลของผู้ซื้อบน Blockchain แบบ Real-time จากข้อมูลบนเวปไซท์มันถูกปรับปรุงที่ Harvard University มีผู้ร่วมลงทุนที่เข้มแข็ง มีที่ปรึกษาที่ดี มีการร่วมงานกับบริษัทใหญ่มากมายก่ายกอง รวมทั้งยังมี community ที่ดี แต่ว่าที่ผมกล่าวมาทั้งผองมันช่างตรงกันข้ามกับข้อมูลบน Github ซึ่งโปรเจคนี้มันเงียบ แล้วก็ว่างเปล่า NCASH ไม่ค่อยปลดปล่อยข้อมูลเชิงวิธีให้ผู้คนรับทราบ รวมทั้งแม้ว่า NCASH จะได้รับเงินลงทุนไปแล้ว แต่ว่าพวกเค้าก็มิได้แจกแจงกับคนสามัญว่าเงินนั้นเอาไปทำอะไรบ้าง มันไม่โปร่งใส ซึ่งเป็นสัญญาณของการเสี่ยง พวกเรามั่นใจว่า NCASH อยู่ในเกรด D+

Cryptocurrency คือ

สกุลเงินดิจิตอล “ลูกของ Bitcoin” : Altcoin
Bitcoin Cash หรือที่รู้จักกันในชื่อ “Altcoin” เป็นสกุลเงินดิจิตอลที่ใช้งานได้ในชนิดเดียวกับ Bitcoin อนึ่ง ตามความจริง Bitcoin Cash ก็เปรียบเหมือนลูกแท้ๆของ Bitcoin เนื่องจากว่ามันเป็นผลมาจากขั้นตอนการที่เรียกว่า Hard Fork โดยส่วนของ blockchain หนึ่งๆที่แยกตัวออกมาเป็น blockchain หนึ่ง อันกรรมวิธีการและก็ระเบียบปฏิบัติทาง blockchain ที่แปรไป ในกรณีนี้ ธุรกรรมของ Bitcoin Cash ก็กระจายตัวออกมาจาก Bitcoin นั่นเอง โดยธุรกรรมใหม่ๆที่เกิดขึ้น จะถูกบันทึกตามหลักหลักเกณฑ์ของ Bitcoin Cash

แหล่งกำเนิดของ Cryptocurrency ที่ทั้งโลกเห็นด้วยหรือเพียงพอจะสืบกลับไปได้ มันเริ่มในปี 2009 จากการเปิดตัว Bitcoin ซึ่งมีลักษณะที่เรียกว่า Proto-Cryptocurrency ซึ่งจุดกำเนิดนั้น Bitcoin พากเพียรเสนอตัวเองต่อชุมชนโลกในฐานะที่เป็นเพียงแต่ ‘ระบบการจ่ายเงิน’ แค่นั้น (Electronic Payment System)
ซึ่งการรับรองธุรกรรมจะทำด้วยกันเป็นโครงข่ายบนเบื้องต้นของ ‘Cryptographic Proof’ โดยใช้ประโยชน์จากการเกิดขึ้นของเทคโนโลยีใหม่อย่าง “Blockchain” ซึ่งเป็นเหมือน ‘ลายเซ็นดิจิตอล’ ที่จะแสดงหลักฐานการคำนวณต่างๆซึ่งสามารถชี้แจงเรื่องราวทำธุรกรรมทั้งปวงของ Bitcoin ในแต่ละรายการ

ระบบจะมี “ห่วงโซ่ที่การเป็นเจ้าของ” ที่อนุญาตให้ทำธุรกรรมแบบ peer-to-peer โดยไม่จำเป็นจะต้องใช้บริการจากหน่วยงานอื่นนอกโครงข่าย (Third-Party) สำหรับในการประเมินผลการจ่ายเงิน ซึ่งทำให้ Bitcoin รับส่งรายได้ด้านในโครงข่ายเอง แล้วก็ประเมินผลได้ด้วยตัวเอง (จากคนภายในโครงข่าย) ซึ่งการไม่มี Third-Party อะไรก็แล้วแต่สำหรับการส่งรวมทั้งรับธุรกรรมต่างๆนั้น แปลว่า Bitcoin เป็นสกุลเงินดิจิทัลที่มีลักษระของ “ผู้กระทำระจายอำที่นาจ” (Decentralised Digital Currency) ดังนี้ ถ้าย้อนกลับไปในปี 2009 จะมีความเห็นว่า มีนักพินิจพิจารณาจำนวนไม่ใช่น้อยที่มองดูพลาดไปว่า Bitcoin จะเป็นเพียงแค่ “กระแสครู่เดียว” ด้วยเหตุว่าได้ผลบุญจากวิกฤตการคลังปี 2008 เพียงแค่นั้น

แต่ ยิ่งเมื่อเวลาผ่านไป Bitcoin ราคาค่าเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งได้รับความน่าไว้วางใจมากขึ้นเรื่อยๆในวงกว้าง ส่วนหนึ่งส่วนใดได้ผลจากความมั่นใจรวมทั้งแนวทางที่มองมีอนาคตของเทคโนโลยี Blockchain แล้วก็ในทางของนักลงทุน ก็มีการเข้ามาลงทุนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเป็นเหตุที่สนับสนุนตีราคาให้ Bitcoin รวมทั้ง Cryptocurrency
ตัวอื่นๆเพิ่มสูงมากขึ้น คนสามัญสนใจเพิ่มมากขึ้น จนถึงทำให้ความผันแปรเพิ่มสูงมากขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ แม้กระนั้นที่น่าทึ่งมากมายๆก็อาจเป็น “ราคา” ที่แพงแสนแพง เมื่อเทียบกับจุดเริ่มแรกของมัน

เหตุผลที่ทำให้คนทั่วทั้งโลกเริ่มพอใจ Cryptocurrency เพิ่มมากขึ้น ก็คือการกำเนิดของ Cryptocurrency ฯลฯนอกจาก Bitcoin สร้างจังหวะมากไม่น้อยเลยทีเดียวให้กับภาคธุรกิจ โดยยิ่งไปกว่านั้นการระดมทุนออนไลน์ต่างๆแม้ว่าจะการฉวยโอกาสสำหรับในการสร้าง Cryptocurrency ที่สามารถพูดได้ว่า “ไม่มีอารยธรรม” และก็เป็นเพียงแต่วัสดุหลอกเอาเงินพลเมืองแค่นั้น แต่ว่าโครงงานพวกนั้นเบาๆตาย รวมทั้งถูกฟ้องทางด้านกฎหมายเป็นที่เป็นระเบียบเรียบร้อย ทำให้ภาพรวมๆตลาด Cryptocurrency ยังน่าดึงดูด โดยจำนวนในปี 2016 ค่ารวมของอีกทั้งตลาดอยู่ที่ 8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐอเมริกา เทานั้น แม้กระนั้นเพียงพอปีต่อมา 2017 ตลาดก็โตขึ้น 3 เท่า อยู่ที่ 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐอเมริกา อย่างยิ่งจริงๆ

ปี 2017 เป็นปีที่ได้พิสูจน์แล้วว่า Bitcoin สามารถทำเงินให้นักลงทุนเยอะๆ รวมทั้งเป็นปีที่น่าทึ่งสำหรับ Bitcoin รวมทั้งตลาดสกุลเงินดิจิตอลทั้งปวง เนื่องจากว่าที่ผ่านมาราคา Bitcoin ขยับขึ้นสูงยิ่งกว่า $ 1,000 เลย แม้กระนั้นเพียงพอมาตุลาคม 2017 ราคากลับทะลุ $ 6,000 ขึ้นไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ โดยทะลุหลัก $ 10,000 ได้ในปลายปีนั้น ความเกินจริงยังคงก้าวเดินต่อไปจนกระทั่งจุดสุดยอดที่ราคา $ 19,783 ก่อนที่จะเป็นขาลงอปิ้ง ภายหลังจากมีการเปิดให้สามารถจำหน่ายข้อตกลงล่วงหน้า (Future) ในสกุลเงิน Bitcoin ผ่านตลาด CME และก็ CBOE ได้

การเปิดให้เทรดคำสัญญา Future ของ Bitcoin กลุ่มนี้ นับว่าเป็นจุดเปลี่ยนแปลงสำคัญ เนื่องจากว่าพอๆกับเป็นการยืนยันให้ Bitcoin อยู่ในตลาดที่ถูกต้องตามกฎหมาย (Regulated) ไปโดยปริยาย และก็นี่จะเป็นจุดเด่นที่ทำให้สถาบันการเงินขนาดใหญ่สามารถเข้าไปถือ Bitcoin โดยสามารถคุ้มครองปกป้องการเสี่ยงด้วยคำสัญญา Future ได้

ถึงแม้ว่าจำนวนสัญญาซื้อขาย Future ของ Bitcoin จะมากขึ้นอย่างสม่ำเสมอในตอนนับเป็นเวลาหลายเดือนภายหลังการเปิดตัวใน CME, CBOE ซึ่งทำให้ปัญหาที่มีมานานอปิ้งเรื่อง “สภาพคล่อง” ทุเลาลงไปๆมาๆก มีผู้บริโภคคนขายตลาดเวลา แต่ว่าราคาของ Bitcoin ก็ยังคงน้อยลงเป็นแถวโน้มขาลงอปิ้งสม่ำเสมอ โดยในก.พ. ปี 2008 ราคา Bitcoin ต่ำลงน้อยกว่า $ 6,500 รวมทั้งเหลือเพียงแค่ $ 3,500 ด้านในธ.ค. ปี 2018 ซึ่งทำให้ราคารวมของสกุลเงินดิจิตอล ต่ำลงจาก 1.8 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐอเมริกา เหลือ 1.52 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐอเมริกา ภายในช่วงเวลาเพียงแต่ 1 วัน เพียงแค่นั้น จุดนี้ทำให้นักวิเคราะห์เยอะมาก คิดว่า มันเป็นการ Crash ที่อย่างกับสมัย Dot-Com Crash ในปี 2000 ไม่มีไม่ถูก
Cryptocurrency เป็น